บทความวิชาการ
การใช้ยาเบดาควิลีนสำหรับรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (The use of bedaquiline for treatment of MDR-TB)
ชื่อบทความ การใช้ยาเบดาควิลีนสำหรับรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (The use of bedaquiline for treatment of MDR-TB)
ผู้เขียนบทความ ภก.นันทวัฒน์ ตันธนาสุวัฒน์ และ รศ. ภก. ดร.ชาญกิจ พุฒิเลอพงศ์
สถาบันหลัก คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รหัสกิจกรรม 1001-1-000-004-07-2564
ผู้ผลิตบทความ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การเผยแพร่บทความ ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคน 
วันที่ได้รับการรับรอง 06 ก.ค. 2564
วันที่หมดอายุ 05 ก.ค. 2565
หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง 2.5 หน่วยกิต
บทคัดย่อ
วัณโรคดื้อยาหลายขนาน (Multidrug-resistant tuberculosis; MDR-TB) หมายถึง วัณโรคที่ดื้อยาอย่างน้อย 2 ชนิด คือ isoniazid และ rifampicin ร่วมกัน และอาจดื้อยาขนานอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้(1) วัณโรคดื้อยาจัดเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข และต้องใช้งบประมาณในการดูแลรักษาผู้ป่วยสูง จากรายงานขององค์การอนามัยโลกในปี ค.ศ.2020 พบว่า เมื่อสิ้นสุดปี ค.ศ.2019 มีผู้ติดเชื้อวัณโรคทั่วโลกประมาณ 10 ล้านคนต่อปี มีผู้ป่วยเสียชีวิต 1.4 ล้านคนต่อปี มีผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานหรือดื้อยาไรแฟมพิซิน (rifampicin-resistant TB; RR-TB) 500,000 คน แต่ได้รับการวินิจฉัยยืนยันประมาณร้อยละ 40 และได้รับการรักษาเพียงร้อยละ 32 โดยมีอัตราความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วย MDR-TB คิดเป็นร้อยละ 57 สำหรับสถานการณ์วัณโรคในประเทศไทยพบว่า ปี พ.ศ.2562 ประเทศไทยจัดเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูงทั้งที่ไวต่อยาและวัณโรคดื้อยาหลายขนาน รวมทั้งวัณโรคที่สัมพันธ์กับเอชไอวีสูง มีผู้ติดเชื้อวัณโรค 105,00 คนต่อปี เป็นผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานหรือดื้อยาไรแฟมพิซิน (MDR/RR-TB) 2,500 คน ข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2564 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศการจัดอันดับกลุ่มประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูงขึ้นใหม่ โดยประเทศไทยไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 30 ประเทศที่มีจำนวนและอัตราป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานสูงแล้ว แต่ยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคที่ไวต่อยาสูงและวัณโรคที่สัมพันธ์กับเอชไอวีสูง(2, 3) โดยรายงานขององค์การอนามัยโลก ในปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยมีอัตราความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนาน คิดเป็นร้อยละ 54(4) สาเหตุเนื่องจากในอดีตการรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนานเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากซับซ้อนและมีข้อจำกัดในการรักษา เช่น ต้องใช้สูตรยาที่ประกอบด้วยยาหลายชนิด ใช้ระยะเวลาในการรักษาที่นาน จำนวนเม็ดยามากกว่าการรักษาวัณโรคชนิดไม่ดื้อยา ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความร่วมมือการใช้ยาลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์จากยาได้(5) โดยยาเบดาควิลีน (bedaquiline; Bdq) ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.2012 ให้ใช้ร่วมกับยาต้านวัณโรคชนิดอื่น ๆ ใน การรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนาน จนกระทั่งในปี ค.ศ.2019 องค์การอนามัยโลก ได้ออกแนวทางการรักษาวัณโรคดื้อยาสำหรับผู้ป่วยที่ไวต่อยาไรแฟมพิซิน ผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาไอโซไนอะซิด (isoniazid-resistant TB; Hr-TB) และผู้ป่วย MDR/RR-TB ด้วยสูตรยาระยะสั้นที่ประกอบด้วยยาชนิดรับประทานทั้งหมดและสูตรยาระยะยาวในการรักษา ซึ่งกองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย ได้มีการออกแนวทางการเลือกใช้สูตรยารักษาวัณโรคดื้อยา ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2563 ให้สอดคล้องกับแนวทางการรักษาขององค์การอนามัยโรค โดยมีปรับเปลี่ยนสูตรยาที่มีระยะเวลาการในการรักษาที่สั้นลงเหลือเพียง 9-12 เดือน การแบ่งกลุ่มยาวิธีใหม่ที่เรียงลำดับยาตามการพิจารณาข้อมูลประสิทธิภาพและความปลอดภัย เพื่อมุ่งหวังในการเพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย ตลอดจนอัตราความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานที่เพิ่มสูงขึ้น(3, 6) ซึ่งในสูตรยาระยะสั้นที่ประกอบด้วยยารับประทานทั้งหมด จะแนะนำให้ใช้ยา bedaquiline แทนยาฉีดในสูตรยา เนื่องจากมีอัตราความสำเร็จของการรักษามากกว่าและอัตราการขาดการรักษาน้อยกว่า ดังนั้น สูตร shorter all-oral bedaquiline-containing regimen จึงถูกกำหนดเป็นสูตรแรกในการรักษาผู้ป่วย MDR/RR-TB
คำสำคัญ