บทคัดย่อ
ผู้ป่วยในภาวะวิกฤตจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและการเผาผลาญอย่างรุนแรงจากการตอบสนองต่อความเครียด ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ภูมิคุ้มกัน และการสลายสารอาหารในร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงาน การให้โภชนบำบัดอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดระยะเวลาการนอนพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต ลดอัตราการเสียชีวิต และช่วยฟื้นฟูร่างกายของผู้ป่วยให้ดีขึ้น เป้าหมายหลักของการให้โภชนบำบัดคือการได้รับพลังงานที่เหมาะสมประมาณ 20-25 กิโลแคลอรี/กิโลกรัม/วัน และโปรตีนประมาณ 1-1.3 กรัม/กิโลกรัม/วัน โดยควรเริ่มให้โภชนบำบัดผ่านทางเดินอาหารในระยะแรก ภายใน 48 ชั่วโมงหลังเข้ารับการรักษา เพื่อรักษาการทำงานของลำไส้และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การบริหารสารอาหารควรเริ่มจากปริมาณน้อยและค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันภาวะได้รับอาหารมากเกินหรือกลุ่มอาการหลังการได้รับสารอาหาร (refeeding syndrome) โดยการให้สารอาหารทางปากหรือผ่านสายให้อาหารเข้าสู่ทางเดินอาหารเป็นทางเลือกแรก เนื่องจากช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อได้ดีกว่าการให้ทางหลอดเลือดดำ ทั้งนี้ภายหลังการให้โภชนบำบัดทีมสหสาขาวิชาชีพซึ่งรวมถึงเภสัชกรจำเป็นต้องติดตามภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะรับอาหารไม่ได้ (feeding intolerance) และความไม่สมดุลของเกลือแร่ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดจากการรักษา