บทความวิชาการ
Palopegteriparatide: ยาใหม่สำหรับการรักษาภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์ต่ำเรื้อรังในผู้ใหญ่ Palopegteriparatide: New Drug for the Treatment of Chronic Hypoparathyroidism in Adults
ชื่อบทความ Palopegteriparatide: ยาใหม่สำหรับการรักษาภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์ต่ำเรื้อรังในผู้ใหญ่ Palopegteriparatide: New Drug for the Treatment of Chronic Hypoparathyroidism in Adults
ผู้เขียนบทความ สุทธาทิพย์ ออประยูร, ภ.บ., กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
สถาบันหลัก สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)
รหัสกิจกรรม 2003-1-000-002-08-2568
ผู้ผลิตบทความ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)
การเผยแพร่บทความ เฉพาะสมาชิกผู้ผลิตบทความ  
วันที่ได้รับการรับรอง 01 ส.ค. 2568
วันที่หมดอายุ 31 ก.ค. 2569
หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง 2.5 หน่วยกิต
บทคัดย่อ
ในเดือนสิงหาคมปี ค.ศ.2024 ยาใหม่ที่มีชื่อสามัญว่า palopegteriparatide ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ในข้อบ่งใช้สำหรับการรักษาภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์ต่ำในผู้ใหญ่ และแนะนำให้ใช้เป็นฮอร์โมนพาราไทรอยด์ทดแทน ยาเป็น prodrug ของฮอร์โมนพาราไทรอยด์ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้ออกฤทธิ์ยาวนานขึ้น ทำให้ระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (1-34) ในเลือดคงอยู่ในร่างกาย 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ยาสามารถควบคุมระดับแคลเซียมและฟอสเฟตในเลือดและระดับแคลเซียมในปัสสาวะให้ปกติ มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์ต่ำ และลดการใช้การรักษาแบบมาตรฐาน โดยสามารถหยุด active vitamin D และลดขนาด elemental calcium รับประทาน ≤ 600 มิลลิกรัมต่อวัน ทำให้ไม่ต้องรับประทานยาในปริมาณที่มากต่อวันและลดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น การแย่ลงของภาวะ hypercalciuria, renal insufficiency, ectopic calcification และสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ palopegteriparatide เป็นรูปแบบยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง วันละ 1 ครั้ง โดยให้ยาในขนาดแบบจำเพาะแต่ละบุคคล ขนาดยาเริ่มต้นคือ 18 ไมโครกรัม วันละ 1 ครั้ง การปรับขนาดยาควรปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงครั้งละ 3 ไมโครกรัม ห้ามเพิ่มขนาดยาบ่อยกว่า 7 วัน ห้ามลดขนาดยาบ่อยกว่า 3 วัน ขนาดยาที่แนะนำ คือ 6 - 30 ไมโครกรัม วันละ 1 ครั้ง ควรวัดระดับแคลเซียมในเลือดภายใน 7 - 10 วันหลังจากได้รับยาครั้งแรก และทุกครั้งที่มีการปรับขนาดยา palopegteriparatide, active vitamin D หรือ calcium supplement และควรมีการติดตามอาการของแคลเซียมในเลือดต่ำหรือสูง อาการข้างเคียงที่อาจพบได้ (อุบัติการณ์ ≥ ร้อยละ 5) คือ อาการช้ำแดง ผื่นในตำแหน่งที่ฉีดยา อาการและอาการแสดงเส้นเลือดขยาย (เช่น ภาวะความดันต่ำจากการเปลี่ยนท่า อาการวิงเวียนศีรษะ อาการใจสั่น อาการหัวใจเต้นเร็วเมื่อเปลี่ยนท่า) ปวดศีรษะ ท้องเสีย อาการปวดหลัง (เช่น อาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดกระดูกสันหลัง) ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง อาการปวดบริเวณช่องปากและลำคอ
คำสำคัญ
Palopegteriparatide, ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์ต่ำเรื้อรัง, ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ
วิธีสมัครสมาชิก
ลงทะเบียนสมัครสมาชิกที่ https://register.thaihp.org/extend.php?option=seminar_memberform&seminar=126