บทความวิชาการ
ชื่อบทความ เยื่อบุตาขาวอักเสบ: แบคทีเรีย ไวรัส การแพ้
ผู้เขียนบทความ ผศ.ดร.ภญ.กุสาวดี เมลืองนนท์
สถาบันหลัก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รหัสกิจกรรม 1017-1-000-006-06-2560
ผู้ผลิตบทความ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การเผยแพร่บทความ ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคน 
วันที่ได้รับการรับรอง 26 มิ.ย. 2560
วันที่หมดอายุ 25 มิ.ย. 2561
หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง 3 หน่วยกิต
บทคัดย่อ
เยื่อบุตาขาวอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และการแพ้ มีอาการแสดงที่สำคัญคือเยื่อบุตาขาวแดง เคืองตา น้ำตาไหล และมีขี้ตา ลักษณะของขี้ตาสามารถบ่งชี้สาเหตุการอักเสบของเยื่อบุตาขาวได้ โดยผู้ป่วยที่มีขี้ตาลักษณะคล้ายน้ำตามักเป็นเยื่อบุตาขาวอักเสบจากไวรัส ผู้ป่วยที่มีขี้ตาเป็นมูกมักเป็นเยื่อบุตาขาวอักเสบจากการแพ้ และผู้ปวยที่มีขี้ตาเป็นหนองหรือมูกปนหนองมักเป็นเยื่อบุตาขาวอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย การเลือกใช้ยาและการให้คำแนะนำในการดูแลและรักษาผู้ป่วยจะแตกต่างกันตามสาเหตุ เยื่อบุตาขาวอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Streptococcus และ Staphylococcus หายได้ใน 2 สัปดาห์โดยไม่ต้องใช้ยา การใช้ยาปฏิชีวนะหยอดตาหรือป้ายตาทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นโดยเร็วและลดภาวะแทรกซ้อน เยื่อบุตาขาวอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้แก่ Neisseria gonorrhea และ Chlamydia trachomatis จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่จำเพาะ เยื่อบุตาขาวอักเสบจากเชื้อไวรัสหายได้เองใน 2 สัปดาห์ และไม่มียาสำหรับรักษาโดยเฉพาะ มักให้การรักษาตามอาการได้แก่ การให้ยาต้านฮีสตามีนและยาตีบหลอดเลือดชนิดใช้เฉพาะที่เมื่อมีอาการเคืองตา หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจึงให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ เยื่อบุตาขาวอักเสบจากการแพ้เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ อาการแสดงที่สำคัญคือคันตามาก การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้เป็นการป้องกันการเกิดโรคซ้ำที่ดีที่สุด การรักษาผู้ป่วยเป็นการรักษาตามอาการ ได้แก่ การให้ยาหยอดตาที่มีฤทธิ์ต้านฮีสตามีน ยากลุ่ม mast cell stabilizers ยาที่ทำให้หลอดเลือดตีบตัว การดูแลและรักษาผู้ป่วยเยื่อบุตาขาวอักเสบจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยเข้าใจสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค การให้คำแนะนำการใช้ยาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัย การให้คำแนะนำเพื่อดูแลตนเองให้หายจากโรคและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
คำสำคัญ
เยื่อบุตาขาวอักเสบ, ตาแดง, เคืองตา, Conjunctivitis