บทความวิชาการ
การติดตามระดับยาในเลือดของ Lamotrigine และ Levetiracetam ในผู้ป่วยเด็ก (Therapeutic Drug Monitoring of Lamotrigine and Levetiracetam in Pediatrics)
ชื่อบทความ การติดตามระดับยาในเลือดของ Lamotrigine และ Levetiracetam ในผู้ป่วยเด็ก (Therapeutic Drug Monitoring of Lamotrigine and Levetiracetam in Pediatrics)
ผู้เขียนบทความ ผศ.ดร.อัจฉราวรรณ โตภาคงาม
สถาบันหลัก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รหัสกิจกรรม 1005-1-000-001-12-2562
ผู้ผลิตบทความ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
การเผยแพร่บทความ ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคน 
วันที่ได้รับการรับรอง 20 ธ.ค. 2562
วันที่หมดอายุ 19 ธ.ค. 2563
หน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่อง 2.5 หน่วยกิต
บทคัดย่อ
โรคลมชักเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง เป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วย เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ อาการชักเกิดจากความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมองชั่วคราว ทำให้เกิดอาการผิดปกติเป็นๆ หายๆ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีการเกร็งหรือกระตุกของกล้ามเนื้อ (convulsion) และชนิดที่ไม่มีการเกร็งหรือกระตุกของกล้ามเนื้อ (non - convulsion) ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลระหว่างกระบวนการกระตุ้นและกระบวนการยับยั้งของสารสื่อประสาท1 องค์การอนามัยโลกได้รายงานว่า มีผู้ป่วยโรคลมชักราว 50 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อย ในปี ค.ศ. 2016 ประเทศไทยมีผู้ป่วยลมชักเฉลี่ย 279,933 ราย มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 693 ราย และมีผู้สูญเสียปีสุขภาวะ (disability-adjusted life year) เฉลี่ย 117,533 ราย2 ปี ค.ศ. 2007 ประเทศไทยพบอุบัติการณ์โรคลมชักในเด็ก 40 คนต่อ 100,000 คนต่อปี ส่วนใหญ่เริ่มเป็นในวัยเด็กเล็ก โดยเกิดขึ้นในขวบปีแรกร้อยละ 18.0 เกิดขึ้นในช่วงอายุ 2 - 5 ปี ร้อยละ 33.0 เกิดขึ้นในช่วงอายุ 6 - 10 ปี ร้อยละ 31.0 และในช่วง อายุ 11 - 15 ปี ร้อยละ 18.03 สัดส่วนผู้ป่วยเด็กสูงถึงหนึ่งในสี่ของผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยรายใหม่4 ถ้าได้รับการรักษาที่เหมาะสม ประมาณร้อยละ 70 จะเข้าสู่ช่วงที่ควบคุมโรคได้ (remission) ในระยะยาว ซึ่งผู้ป่วยเกือบครึ่งหนึ่งสามารถหยุดยากันชักได้ และส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและปกติ5 การติดตามระดับยาในเลือด (Therapeutic Drug Monitoring; TDM) ถูกนำมาใช้ในการติดตามดูแลผู้ป่วยโรคลมชักที่มีการใช้ยากันชักรุ่นเก่า (first-generation AEDs) เช่น carbamazepine, phenobarbital, phenytoin, primidone และ valproic acid เนื่องจากยาเหล่านี้มีช่วงการรักษาที่แคบ (narrow therapeutic range) จึงมีโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้ง่าย อีกทั้งยากันชักรุ่นเก่าบางตัวยังเป็น enzyme inducers เช่น carbamazepine, phenobarbital, phenytoin และ primidone บางตัวเป็น enzyme inhibitors เช่น valproic acid จึงมีผลต่อระดับยาตัวอื่นที่ใช้ร่วม การติดตามระดับยาในเลือดจึงมีความสำคัญในยากันชักรุ่นเก่า ส่วนยากันชักรุ่นใหม่ถูกพัฒนาให้มีช่วงการรักษาที่กว้างขึ้น (wide therapeutic range) อาการไม่พึงประสงค์ของยาลดลงเมื่อเทียบกับยากันชักรุ่นเก่า แต่ยังคงมีความแตกต่างทางด้านเภสัชจลนศาสตร์ในผู้ป่วยแต่ละราย6 ทำให้อัตราการดูดซึม (absorption) การกระจายตัวของยา (distribution) การเปลี่ยนแปลงยาในร่างกาย (metabolism) และการขับยาออก (excretion) แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ด้วยความแตกต่างทางด้านเภสัชจลนศาสตร์นี้ทำให้ยากันชักรุ่นใหม่บางตัวยังคงมีความจำเป็นในการติดตามระดับยาในเลือด การทบทวนวรรณกรรมเรื่องการติดตามระดับยาในเลือดของยา lamotrigine และ levetiracetam ในผู้ป่วยเด็กนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลการศึกษาที่เกี่ยวกับการติดตามระดับยาในเลือด ความสัมพันธ์ระหว่างระดับยาในเลือดกับอาการทางคลินิกของยากันชักทั้งสองตัวนี้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาว่ามีความจำเป็นที่จะต้องติดตามระดับยาในเลือดของผู้ป่วยเด็กหรือไม่ โดยมีเป้าหมายในการรักษาคือให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการชักได้ และเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาน้อยที่สุด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
คำสำคัญ
TDM, Lamotrigine, Levetiracetam, Pediatrics